ปิดทองหลังพระฯ ขยายผลจ้างผู้ว่างงานจากโควิดระยะ 2 อีก990คน

หลังจากที่ ”โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19” ในพื้นที่ต้นแบบ 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ประสบความสำเร็จอย่างดีภายในเวลาเพียง 5 เดือน คือระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม 2563

คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้เห็นชอบเดินหน้า“โครงการฝ่าวิกฤติด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ” เพื่อดำเนินการจ้างแรงงานผู้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งหมด 9 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ได้แก่ น่าน อุทัยธานี เพชรบุรี อุดรธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ประมาณ 450 โครงการ จ้างผู้ว่างงาน 990 คน

      โดยหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ เปิดเผยว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามสภาพท้องถิ่น ปัญหา ความต้องการ ความพร้อมของชุมชนผ่านการทำประชาคมของแต่ละจังหวัด อาจรวมถึงจังหวัดอื่นที่มีความต้องการและพร้อมดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาของปิดทองหลังพระฯ

ทั้งนี้ได้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลลัพธ์และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากโครงการ ทั้ง 9 จังหวัดคาดว่า แหล่งน้ำที่จะได้รับการการซ่อมแซมและเสริมศักยภาพ 450 โครงการ มี 22,500 ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ มีน้ำทำการเกษตร ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ไม่น้อยกว่า 3,266 บาทต่อเดือน เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 126,000 ไร่ น้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น 99 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะมีรายได้ 882 ล้านบาทต่อปี

รูปแบบการทำงานนั้น ปิดทองหลังพระฯเป็นผู้สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ประชาชนมีส่วนร่วมสละแรงงาน ส่วนงานที่ยากและใช้เวลาสามารถใช้เครื่องกลได้ หรือกรณีต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคเฉพาะก็สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดำเนินการได้ เป็นการทำงานตามแนวทางในพื้นที่ต้นแบบ และประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าวว่า “จากประสบการณ์จ้างงานพื้นที่ 3 จังหวัดอีสานรวม 352 คน ลงทุนไป 65 ล้านบาท ชาวบ้านได้ประโยชน์ 217 ล้านบาท หรือลงทุน 1 บาท จะได้เงินคืนที่ชาวบ้าน 3.3 บาท และ ที่สำคัญคนที่เราจ้างงานไว้ประมาณ ร้อยละ 54 ไม่คิดจะกลับไปทำงานนอกพื้นที่ เราทำเล็ก แต่ได้ใหญ่ แหล่งน้ำบางแห่งใช้เวลา 8 วันเสร็จ ชาวบ้านได้ใช้น้ำทันที”

ทั้งนี้แรงงานที่จะดำเนินการจ้างจะทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในพื้นที่ ซึ่งเป็นคนวัยทำงาน มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ที่จะนำมาความรู้มาช่วยงานของสถาบันฯ และสามารถประสานงานร่วมกับคนในหมู่บ้านได้ตลอดเวลา นับเป็นโอกาสที่จะให้กลุ่มคนเหล่านี้มาเรียนรู้แนวพระราชดำริ หลักการทรงงานที่แท้จริงด้วยการลงมือปฏิบัติ และเป็นการกลับคืนถิ่นมาช่วยเหลือบ้านเกิดเมืองนอน

สำหรับแนวทางพัฒนาพื้นที่ภายหลังจากระบบน้ำสำเร็จ จะดำเนินการวางแผนการทำเกษตรในพื้นที่ให้สอดคล้องกับระบบน้ำที่ได้ตลอดทั้งปี อาทิ เช่นการปลูกพืชหลังนา เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน

“เขาจะมีรายได้ตลอดปี เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ได้ อย่างน้อยก็มีพืชผักอาหารไว้กินที่บ้านไม่ต้องซื้อ เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ จะไปสร้างมูลค่าต่อด้วยการหาตลาด ทำส่งขายก็สามารถพัฒนาต่อไปได้ด้วยตนเอง”

“การทำงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายหลักก็คือ ครัวเรือน ชุมชน พึ่งพาตนเองได้ โดยการพัฒนาต้องขึ้นอยู่กับความต้องการชาวบ้านเป็นหลัก ไม่ได้มีใครไปบังคับ เขามองเห็นปัญหาของตนเองแล้วร่วมมือแก้ไข สุดท้ายก็เกิดประโยชน์กับตัวเอง” หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าว