ไทยกำจัดโรคเท้าช้างได้สำเร็จ

องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการกำจัดโรคเท้าช้าง เมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2560 ภายหลังจากที่องค์การอนามัยโลกร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขของไทย จัดให้มีการดำเนินโครงการกำจัดโรคเท้าขึ้นใน ปีพ.ศ.2545- ปี พ.ศ. 2558

ทั้งนี้ การดำเนินงานแก้ปัญหาโรคเท้าช้าง เกิดขึ้นหลังจากมีการสำรวจเป็นครั้งแรกในปี 2504 พบผู้ป่วยโรคเท้าช้างในหลายอำเภอของจังหวัดนราธิวาส ทำให้ในปีพ.ศ.2529 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานโครงการงานควบคุมปราบปรามโรคติดต่อและการสาธารณสุข ขึ้นภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเริ่มสำรวจโรคเท้าช้างอย่างจริงจังเป็นต้นมา

ในปี 2543องค์การอนามัยโลกเห็นว่าโรคเท้าช้างในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกำจัดได้แล้ว  และประกาศให้ไทยประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคเท้าช้างในปี 2560

นางสุมาศ ลอยเมฆ หัวหน้าสำนักงานงานควบคุมโรคติดต่อ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนการเฝ้าระวัง เนื่องจาก จังหวัดนราธิวาสมีแหล่งเพาะพันธ์ของยุงเสือที่เป็นพาหะของโรคเท้าช้างคือป่าพรุโต๊ะแดง และประชาชนกลุ่มเสี่ยงยังอาศัยและประกอบอาชีพบริเวณรอบพรุ โดยพื้นที่จังหวัดนราธิวาสพบผู้ป่วยขาโตประมาณ8รายซึ่งมีอาการโตไม่มาก จึงรับเข้ามารักษาในคลีนิกขาโต สำหรับผู้ที่ติดเชื้อในกระแสเลือดพบปีละไม่เกิน 8ราย จึงสรุปได้ว่าตั้งแต่ดำเนินโครงการเฝ้าระวังมาตั้งแต่ ปี 2561-2563 มีอัตราการตรวจพบเชื้อร้อยละ 0.18, 0.12 และ0.11ตามลำดับและในส่วนของผู้นำชุมชนจะช่วยติดตามผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเจาะเลือดมาเจาะให้ครบทุกราย

สำหรับอาการของโรคเท้าช้างมี 3ระยะ คือ ระยะที่1เชื้ออยู่ในกระแสเลือด ไม่แสดงอาการ ทราบได้ด้วยการเจาะเลือดตรวจ ถ้าไม่มีการรักษาเข้าสู่ระยะที่สองคือต่อมน้ำเหลืองอักเสบ มีอาการบวมและยุบอยู่เดือนละครั้งสองครั้ง บางรายปีละสองสามครั้ง ถ้าไม่มีการรักษาจะเข้าสู่ระยะที่3คือขาโต บวม ไม่ยุบ

ทั้งนี้ โรคเท้าช้างมีพาหะนำโรคคือยุงเสือซึ่งอาศัยอยู่ในพรุ เนื่องจากต้องใช้รากพืชช่วยในการหายใจ โดยลูกน้ำจะใช้หนามแหลมส่วนหัวแทงเข้าไปในรากพืชดึงอากาศมาเพื่อหายใจ

 

แนวการแก้ปัญหาการป้องกันการแพร่ระบาดซ้ำนั้น สำนักงานโครงการงานควบคุมปราบปรามโรคติดต่อและการสาธารณสุขขอต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง โดยฝึกอบรมให้อาสาสมัครเจาะเลือดค้นหาผู้ป่วยในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ความครอบคลุมในการเจาะเลือดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ80-100 เพราะหากเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเองความครอบคลุมต่ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 35-70 เพราะจากปัญหาความรุนแรงในพื้นที่การเดินทางเข้าถึงของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก และอาสาสมัครเป็นคนในพื้นที่จึงสามารถเจาะเลือดได้ตลอดเวลา

        นอกจากนี้อาสาสมัครกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่ช่วยจ่ายยารักษากลุ่มและติดผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาเฉพาะราย ทำให้มีการติดตามได้ครบ100% รวมทั้งผู้นำชุมชนก็เข้ามามีส่วนรวมในการเฝ้าระวัง ทำให้อัตราการการตรวจพบเชื้อพยาธิโรคเท้าช้างลดลงในแต่ละปี.