สาส์นสมเด็จ ปฐมบทแห่งการพัฒนาที่คงอัตลักษณ์สุวรรณภูมิ

สาส์นสมเด็จ ปฐมบทแห่งการพัฒนาที่คงอัตลักษณ์สุวรรณภูมิ โดย ณุตตรา เอี่ยมสุทธา 

ผู้เขียนมีโอกาสเข้าชมนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช2563 เรื่อง “ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ถือได้ว่าเป็นปฐมบทแห่งความรู้สหวิทยาการ อีกทั้งเป็นแม่แบบของการบริหารจัดการที่มุ่งสู่ความสำเร็จ โดยรวมเอาข้อมูลเชิงวิเคราะห์หลากสาขาวิชา ซึ่งนอกจากสาส์นสมเด็จจะเป็นแม่แบบแห่งบันทึกทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นแม่แบบแห่งการบริหารจัดการแบบรวบรวมองค์ความรู้สหวิทยาการเข้าไว้ด้วยกัน

การพัฒนามักจะแฝงไว้ด้วยการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเสมอ และเป็นมรดกชิ้นสำคัญของชาติ จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยจะมีพิพิธภัณฑ์แสดงถึงมรดกวัฒนธรรมของชุมชนอยู่ทั่วประเทศ ยิ่งสอดรับกับสมมติฐานที่ว่าเราอยู่บนผืนแผ่นดินนี้มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ

ดังเช่น การค้นพบทางโบราณคดีในปี พ.ศ.2562 บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง มูลเหตุเกิดจากการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานวัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ก็เพื่อศึกษาและประเมินผลกระทบสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี จากโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งเนินโบราณสถานวัดพระงามจัดอยู่ในกลุ่มโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในระยะ 0-40เมตรจากกึ่งกลางแนวเส้นทางรถไฟ

ในอดีตพื้นที่ที่เส้นทางรถไฟสายใต้ตัดผ่านก็ทำให้มีการค้นพบโบราณวัตถุศิลปะทวารวดีหลายรายการ ซึ่งจากสาส์นสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” ถึงสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ “สมเด็จครู นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” เมื่อ 9มีนาคม พ.ศ.2475นั้น ทรงมีพระวินิจฉัยหลายเรื่อง ทรงประมวลจากสิ่งที่พบเห็นและวิเคราะห์โดยใช้หลักฐานจากนักวิชาการหลากหลาย ซึ่งเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าเมืองโบราณนครปฐมมาจนถึงปัจจุบัน

จารึกวัดพระงามที่ค้นพบ 2ตุลาคม พ.ศ.2562 แผ่นหินสีเทา สันนิษฐานว่าอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 50.2เซนติเมตร ยาว 96.3เซนติเมตร หนา 14.5เซนติเมตร จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต เป็นบทโศลกจำนวน 6บรรทัด บรรทัดละ 4วรรค สรุปความได้ว่า เป็นการกล่าวสรรเสริญพระราชาผู้มีความสามารถ ทรงได้ชัยชนะในสงคราม นำความเจริญมาสู่วงศ์ตระกูลและบ้านเมือง มีเมืองทิมิริงคะ เมืองหัสตินาปุระ และทวารวตี เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วไป ทั้งได้ถวายสิ่งของไว้กับพระศิวะ ได้แก่ ต้นมะม่วงทอง 30ต้น แม่โค 400ตัว และลูกนกคุ่ม 156ตัว

ศิลาจารึกวัดพระงามนี้ปรากฎคำว่า “ทวารวดีวิภูติ” ช่วยตอกย้ำการมีอยู่จริง ถึงแม้ว่าจะยังไม่อาจระบุได้ว่า ชาวทวารวดีเป็นใครหรือเชื้อชาติใดก็ตาม แต่วัฒนธรรมผูกพันกับคนพื้นเมืองที่ใช้ภาษามอญโบราณ

การค้นพบประติมากรรมรูปยักษ์ศิลปะทวาวรดี พุทธศตวรรษที่ 13-15 ดินเผาศีรษะสูง 26เซนติเมตร ลำตัวสูง49เซนติเมตร พบที่เนินโบราณสถานวัดพระงามพระอารามหลวง ประติมากรรมรูปยักษ์แตกหักเป็น2ส่วนคือศีรษะและลำตัว ใบหน้าเอียงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย สันนิษฐานว่าประติมากรรมรูปยักษ์น่าจะทำหน้าที่เป็นทวารบาลประดับศาสนสถาน

จารึกบนอิฐดินเผาด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาบาลีเป็นคาถาเย ธมมาฯ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา หลักธรรมคำสอนในปฏิจจสมุปบาทแสดงถึงความนิยมความเชื่อที่พบทั่วไปในเมืองโบราณสมัยทวารวดี

การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือตราประดับดินแดง ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 14-15 ดินเผาสีน้ำตาลดำรูปทรงค่อนข้างกลมแบน ลักษณะเป็นรูปรอยนูนต่ำขึ้นมาจากพื้นผิว เป็นรูปคนขี่ม้า 2คนกำลังเล่นคลี ตราดินเผาลักษณะเดียวกันนี้พบที่เมืองโบราณจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์ของคนกลุ่มเดียวกันในหลายพื้นที่ คาดว่าจะเป็นตราประทับเฉพาะตัว

การค้นพบโบราณวัตถุและจารึกต่างๆในบริเวณเมืองโบราณนครปฐม สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานถึงขอบเขตของเมืองโบราณแห่งนี้ โดยพระองค์ได้ทรงวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจภูมิประเทศในแถบภาคตะวันตกเพื่อเชื่อมโยงเมืองที่ใกล้เคียงกับเมืองนครปฐมโบราณ โดยสำรวจจากลำน้ำที่พระปฐมเจดีย์ไปต่อกับแม่น้ำราชบุรีที่ตำบลท่าผา และมีวัดพุทธาวาศ แสดงหลักฐานว่าเมืองโบราณนครปฐมตั้งอยู่ที่แม่น้ำ2สายบรรจบกัน และอยู่ใกล้ปากน้ำที่ออกทะเล เพราะเคยขุดพบสายโซ่และสมอเรือทะเลที่ตำบลธรรมศาลา  ซึ่งการดำเนินงานทางโบราณคดีได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน พบหลักฐานทางโบราณคดีแห่งใหม่ เช่น การพบซากเรือโบราณพนมสุรินทร์ ขณะกำลังไถปรับพื้นบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งในที่ดินของนางพนมและนายสุรินทร์ ศรีงามดี ที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร ซึ่งเป็นซากเรือขนาดใหญ่ มีความยาว 25เมตร หัวเรือหันเข้าไปในแผ่นดิน เทคนิคการต่อเรือแบบใช้เชือกผูกไม้เปลือกเรือ เป็นลักษณะพิเศษของการต่อเรือของชาวอาหรับ สันนิษฐานว่าเรือลำนี้น่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-15

การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการค้าทางชายทะเล ระหว่างเมืองนครปฐมโบราณกับโลกตะวันตก สอดคล้องกับการค้นพบโบราณคดีที่พบปูนปั้นรูปใบหน้าชาวต่างชาติ อิฐดินเผามีลายเส้นรูปใบหน้าชายมีเครา ซึ่งการค้นพบเหล่านี้ล้วนเป็นการต่อยอดมาจากการศึกษาค้นคว้า ที่พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และสมเด็จครูนายช่างใหญ่แห่งรัตนโกสินทร์ ได้ทรงดำเนินการ

ผลงานทางโบราณคดีของทั้งสองพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ด้านต่างๆทั้งประวัติศาสตร์ การพิพิธภัณฑสถาน วรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรีและนาฏศิล์ป ดังปรากฎในหนังสือ“สาส์นสมเด็จ”ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมจดหมายส่วนพระองค์ในสมเด็จฯพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จฯพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระหว่าง พ.ศ.2457-2486 ที่คนรุ่นหลังได้นำไปพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้จวบจนปัจจุบัน.

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม